พร้อมรับมือ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2018

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการลงทุน ปี 2018

ท่ามกลางวิกฤติการเมืองที่ยาวนานของประเทศไทย ทำให้บรรดานักลงทุนต่างก็ต้องติดตามข่าวสาร กระแสเศรษฐกิจ และแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้าหรือปี 2018 จะเป็นอย่างไร จะเติบโตเพิ่มขึ้นหรือยังคงชะลอตัว บทความของเราวันนี้ได้รวบรวมข้อสรุปต่างๆ มาให้ทุกท่านได้ติดตามกันครับ

น่าจะเป็นข่าวดีที่ทำให้นักลงทุนทั้งรายใหญ่ยิ้มออกได้แน่ๆ เมื่อมีผลสำรวจเผยออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่าเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มเจริญเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการฟื้นตัวของ GDP ที่มีโอกาสขยายตัวสูงสุดถึงร้อยละ 3.5 ซึ่งเป็นค่าที่สูงกว่าการประมาณการเดิมคือที่ร้อยละ 3.3 เนื่องจากการผลักดันการดำเนินการด้านเศรษฐกิจให้มีความสอดคล้องรับกับเศรษฐกิจโลก ธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตได้ดี แต่ธุรกิจรายย่อยหรือ SME อาจมีการชะลอตัวลงบ้าง ส่วนผลิตภัณฑ์การลงทุนอื่นๆ ที่คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น คือ เงินฝากและสินเชื่อต่างๆ

นอกจากนี้เศรษฐกิจภาคการส่งออกของไทยยังคงเติบโตได้ดีในปี 2018 โดยจากการประมาณการณ์คาดว่าจะเพิ่มการส่งออกได้ถึงร้อยละ 5.8 เลยทีเดียว ซึ่งการส่งออกที่เติบโตขึ้นนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของการลงทุนจากภาคเอกชนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคการผลิตก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเช่นกัน ภาคการผลิตและส่งออกที่ยังคงเข้มแข็งตลอดปี 2018 คือ เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และยานยนต์ต่างๆ ส่วนด้านการบริโภคนั้นทรงตัว ไม่มีการปรับเปลี่ยนมากนัก แต่สินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2017 อาจจะส่งผลต่อเนื่องยาวตลอดทั้งปี 2018 ด้านการลงทุนภาคเอกชนยังคงมีนักลงทุนทั้งรายใหญ่รายย่อยเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้จะปรับตัวลดลงก็ตาม ส่วนภาคที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งคือภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มดีขึ้นกว่าเดิมในปี 2018 ยังคงเป็นภาคเศรษฐกิจที่สร้างกำไรมหาศาลให้กับประเทศไทย

ถึงแม้ว่านักลงทุนรายใหญ่จะยิ้มได้ แต่ผู้ประกอบการรายย่อย เจ้าของธุรกิจ Start-up และ SME อาจต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ให้เท่าทันตลาด รวมถึงพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในปีหน้ากันให้ดี เพราะค่าครองชีพยังคงสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้นอย่าลืมติดตามข่าวสารการลงทุนและความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ทางเศรษฐกิจกันอย่างต่อเนื่องด้วยครับ เพื่อความมั่นใจในการปรับแผนการลงทุนให้ดีและรัดกุมยิ่งขึ้น แต่โดยสรุปแล้วสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2018 มีแนวโน้มสดใสและปรับตัวพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคง นอกจากนี้ยังคงตามทันเศรษฐกิจโลกรวมถึงมีการลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องครับ

 

 

ประเด็นเด่นเศรษฐกิจโลกที่ควรจับตามองในปี 2017

ประเด็นเศรษฐกิจโลกนั้นแม้หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวแต่ก็ต้องยอมรับว่าส่งผลกระทบกับหลายธุรกิจในประเทศไทยเช่นกันรวมถึงส่งผลกับตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของเราด้วย ดังนั้นการติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลกที่เกี่ยวข้องกับแวดวงการทำงานหรือธุรกิจที่กำลังทำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะเตรียมรับมือในทุกสถานการณ์และสามารถวางแผนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบันได้อย่างทันท่วงที

กระแสกีดกันทางการค้าหลังจากการมาของโดนัลด์ ทรัมป์

หลังจากที่ทรัมป์ได้รับตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขามีความตั้งใจที่จะออกนโยบายขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อกีดกันคู่ค้าบางประเทศ ซึ่งหากเกิดนโยบายกีดกันทางการค้านี้ขึ้นจะทำให้สินค้านำเข้าทุกชนิดราคาพุ่งสูงขึ้นราว 10% และอาจทำให้ยอดส่งออกตกลงถึง 15% เลยทีเดียว ประเทศไทยเองก็ต้องเตรียมรับมือและหาแผนสำรองโดยมองหาตลาดใหม่ในประเทศใกล้เคียงไว้รองรับ

Cr. Time.com

วิกฤตการเมืองและการต่อต้านเงินสกุลยูโรในยุโรป

แม้สหภาพยุโรปจะผ่านพ้นวิกฤตกรีซและวิกฤต PIIGS หรือ Betrix มาได้แต่ก็ดูท่าว่าปัญหาจะยังไม่จบสิ้น เพราะในปี 2017 นี้สหราชอาณาจักรจะเริ่มดำเนินการออกจากสหภาพยุโรปหลังเดือนมีนาคมผ่าน Article 50 กฏหมายฉบับหลักในการแยกตัวและจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายประเทศที่เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป ซึ่งหากมีการแยกตัวของประเทศในสหภาพเกิดขึ้นอีกก็อาจส่งผลกระทบถึงค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลกรวมถึงตลาดบ้านเราอีกครั้งหนึ่ง

Cr. Pexels.com

ผลกระทบจากมาตราการผ่อนคลายทางการเงินทั่วโลก

มาตราการการผ่อนคลายการเงินทั่วโลกได้ดำเนินมาถึงปีที่ 8 แล้วส่งผลให้มีหนี้สะสมในระบบและประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำอย่างประเทศไทยต้องคอยเฝ้าระวังผลกระทบที่เกิดจากหนี้ภาคธุรกิจของจีนและหนี้เสียสะสมของบางประเทศในยุโรป ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะมีการผิดชำระหนี้และเกิดหนี้เสียในระบบมากขึ้นอีก

Cr. Pexels.com

การปรับแผนเดินหมากทางธุรกิจของประเทศจีน

ในปี 2017 นี้เศรษฐกิจในประเทศจีนน่าจับตามองอย่างมากด้วยอัตราส่วนการขยายตัวของ GDP ภาคบริการที่เพิ่มากขึ้นและมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีดูเหมือนว่าจีนปรับตัวเข้าสู่ยุคทองของนวัตกรรมได้อย่างสวยงามโดยมีธุรกิจด้านไอทีและเทคโนโลยีที่เปิดตัวในจีนและกำลังเติบโตเป็นจำนวนมาก แต่ที่น่ากังวลก็คืออัตราเพิ่มของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของจีนที่ทะยานสูงขึ้นเกือบเท่าตัวแน่นอนว่าจีนเองก็เป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทยทำให้ไทยได้รับผลกระทบทางด้านราคาสินค้าส่งออกไปด้วย

นอกจากนี้ยังมีหลายประเด็นที่น่าจับตามองในเศรษฐกิจโลก การติดตามข่าวสารและมีแผนสำรองเสมอจะทำให้ธุรกิจของคุณไปรอดในทุกวิกฤตและสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

แผนใหม่อสังหาฯยุโรปกับเศรษฐีชาวเอเชีย

จากผลสำรวจโดยบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์พบว่ามีมหาเศรษฐีชาวเอเชียเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมหาเศรษฐีเชื้อชาติจีนได้กลายมาเป็นผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ ของหลายประเทศในยุโรป เนื่องจากในจีนเองการพัฒนาที่ดินใหม่ ๆ ชะลอตัวอย่างมากและเข้าใจว่าอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้นักลงทุนจากจีนเลือกลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์นอกประเทศเกิดจากเมื่อปีที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้ปรับเปลี่ยนสิทธิ์การซื้อที่อยู่อาศัยใหม่โดยให้เช่าได้นานสูงสุด 99 ปี แต่ปัจจุบันจะได้ไม่เกินปี 2590 หรืออีก 30 ปีนับนี้ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และเอเจนซี่ในยุโรปได้วางแผนการเพื่อดึงดูดมหาเศรษฐีชาวเอเชียให้มาลงทุนในตลาดอสังหาฯยุโรปกันมากขึ้น

Cr. freepik.com

ในปี 2555 ประเทศโปรตุเกสได้ออกนโยบายกระตุ้นการลงทุนโดยเสนอเงื่อนไขให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่นำเงินมาลงทุนประมาณ 5 แสนยูโร (ตีเป็นเงินไทยประมาณ 20 ล้านบาท) จะได้รับเท็มโพรารี วีซ่า (Temporary visa) ซึ่งสามารถให้สิทธิพ่อแม่ สามี/ภรรยาและลูกไม่จำกัดจำนวนได้เข้าสิทธิเรียนฟรีในโรงเรียนรัฐบาลหรือหากเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนจะได้รับอัตราค่าเล่าเรียนที่ใกล้เคียงกับคนท้องถิ่น พร้อมด้วยเชงเก้นวีซ่าที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจได้ 26 ประเทศในยุโรป (ยกเว้นประเทศอังกฤษ) และสำหรับปรับประเทศสเปนหากนักลงทุนต่างชาติมาลงทุน 5 แสนยูโรก็จะได้รับสิทธิที่คล้ายกันแต่จำกัดสิทธิเฉพาะพ่อแม่และลูกของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการสนับสนุนนี้เท่านั้น

สำหรับประเทศไซปรัสนั้นมีข้อเสนอที่เย้ายวนที่สุดเพราะเพียงนำเงินมาลงทุน 3 แสนยูโรเท่านั้น (ประมาณ 11-12 ล้านบาท) จะได้รับเพอร์มาเนนต์ วีซ่า (Permanent visa) หรือถ้านำเงินมาลงทุน 3 ล้านยูโร โดยสามารถลงทุน 2.5 ล้านยูโรในรูปแบบใดก็ได้และต้องถือครองอย่างน้อย 3 ปีและอีก 5 แสนยูโรลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (3ล้านยูโรเท่ากับประมาณ 120 ล้านบาท) ผู้สมัครจะได้รับพาสปอร์ตยุโรปซึ่งดึงดูดมหาเศรษฐีชาวต่างชาติให้สนใจเข้าไปลงทุนในไซปรัสเป็นจำนวนมาก

Cr. freepik.com

ประเภทอสังหาริมทรัพย์ในโปรตุเกส สเปนและไซปรัสที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวต่างชาติมากที่สุดคือ คอนโดมิเนียม โดยซื้อไว้เพื่อให้เช่าหรือให้บุตรหลานได้พักอาศัยขณะมาศึกษาต่อ รองลงมาเป็นอสังหาริมทรัพย์กลุ่มเชิงพาณิชย์อย่าง อพาร์ตเมนท์ ลานจอดรถให้เช่า ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ ซึ่งมีอัตราผลตอนแทนจากค่าเช่าเฉลี่ย 5% ต่อปีและกำไรในการขายในอนาคตประมาณ 7% ต่อปี

โดยแผนดึงดูดนักลงทุนชาวเอเชียนี้ นโยบายที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือนโยบายจากโปรตุเกสและสเปนที่ผู้สมัครจะได้รับเชงเก้นวีซาสำหรับพำนักและทำธุรกิจในหลายประเทศ ส่งผลให้ผู้ลงทุนหลักอันดับหนึ่งทั้งในโปรตุเกสและสเปนเป็นมหาเศรษฐีชาวเอเชียและยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้นอีกในอนาคต